ตรวจเจอโควิด-19 เคลมประกันอย่างไรดี ?

ไม่ว่าคุณกำลังค้นหาบทความนี้เพื่อเตรียมความพร้อมไว้ก่อน หรือเพราะประสบเหตุการณ์อยู่แล้วกำลังสงสัยว่าจะทำอย่างไรต่อเมื่อตรวจเจอโควิด-19 หลังจากที่ได้ครอบครองประกันโควิดที่ถูกใจไว้แล้ว วิธีการเคลมประกันโควิดยุ่งยากไหม ขั้นตอนเป็นอย่างไร แล้วใครมีส่วนเกี่ยวข้องบ้าง ? บทความนี้มีคำตอบกับ 7 ขั้นตอนการเคลมประกันหลังตรวจเจอเชื้อไวรัสโควิด-19 !

 ขั้นตอนที่ 1 :  ตรวจสอบชื่อบริษัทที่เอาประกันโควิด
การตรวจสอบชื่อบริษัทเพื่อให้มั่นใจว่าได้เรียกค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทที่คุณทำประกันโควิดไว้ เพราะบางกรณีมีการซื้อประกันโควิดมากกว่า 2 กรมธรรม์ 2 บริษัทซึ่งอาจสับสนได้

ขั้นตอนที่ 2 : จดเลขกรมธรรม์
เมื่อต้องเคลมประกันโควิดการจดจำเลขกรมธรรม์ไว้จะทำให้ง่ายต่อหาข้อมูลและช่วยลดขั้นตอนได้มาก ซึ่งเลขกรมธรรม์นี้จะได้รับหลังจากซื้อประกันโควิดโดยหากซื้อประกันโควิดกับทาง 724 คุณจะได้เลขกรมธรรม์ทาง SMS หรือ E-mail เพื่อให้คุณได้เก็บไว้เรียกค่าสินไหมทดแทนได้

ขั้นตอนที่  3 : กรอกเอกสารการเคลม (เอกสารสำคัญ)
บริษัทประกันที่ออกประกันโควิดจะมีใบคำร้อง หรือแบบฟอร์มเรียกร้องค่าสินไหมให้ผู้เอาประกันกรอกเอกสาร โดยจะต้องระบุให้ชัดเจนว่าใครเป็นผู้เอาประกัน ใครเป็นผู้รับผลประโยชน์ และวงเงินที่รับผลประโยชน์ คือ เท่าไหร่เพื่อทางบริษัทจะทำเรื่องเบิกจ่ายค่าสินไหมทดแทนได้อย่างครบถ้วนถูกต้องจึงถือเเป็นเอกสารสำคัญมาก

ขั้นตอนที่ 4 : ยื่นใบรับรองแพทย์ตัวจริงเท่านั้น (เอกสารสำคัญ)
ใบรับรองแพทย์ตัวจริงที่แพทย์ระบุยืนยันชัดเจนว่าเป็นผู้ติดเชื้อโควิด-19 และผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการของโรงพยาบาลเพื่อนำไปใช้เป็นหลักฐานในการเบิกกับบริษัทที่เอาประกันโควิด

ขั้นตอนที่ 5 : ยื่นใบเสร็จรับเงินตัวจริงเท่านั้น (เอกสารสำคัญ)
ใบเสร็จรับเงินจะต้องใช้ตัวจริงเท่านั้นเช่นเดียวกันกับใบรับรองแพทย์ และไม่ว่าจะมีกี่หน้าต้องตรวจสอบให้ครบ เพราะทางบริษัทประกันภัยจะตรวจสอบค่าใช้จ่ายที่เกิดจากโรคโควิด-19 และโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ด้วย แต่หากทำกับหลายบริษัทประกันจะสามารถใช้สำเนายื่นได้แต่ต้องมีการเซ็นสำเนาถูกต้องทุกหน้า

ขั้นตอนที่ 6 :  รอตรวจสอบ
ระยะเวลาในการตรวจสอบมีตั้งแต่ยื่นแล้วได้รับเงินสินไหมทดแทนได้ทันทีที่เคาน์เตอร์, รับผ่านการโอนเข้าบัญชีธนาคาร  หรือรับเป็นเช็กสั่งจ่ายให้กับผู้รับผลประโยชน์ ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละบริษัทที่รับประกันโควิด

ขั้นตอนที่ 7 :  รับเงินสินไหมทดแทน
 หลังจากได้รับเงินค่าสินไหมทดแทนจะต้องตรวจสอบให้ครบตามจำนวน และตามสัญญาในกรมธรรม์อย่างรัดกุม หากมีจำนวนเงินขาด หรือเกิน จะต้องรีบแจ้งให้กับบริษัทประกันภัยทราบ เพราะจะมีระบุระยะเวลาไว้ของแต่ละบริษัทที่แตกต่างกันออกไปว่าเกินระยะกี่วันแล้วจะไม่สามารถทักท้วงได้


บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

โอกาส และกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ในช่วง COVID-19

ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาเป็นวิกฤตที่ไม่มีใครอยากให้เกิด และยังสงผลให้เจ้าของกิจการหลายคนเริ่มงงว่ากลยุทธ์การตลาดออนไลน์ช่วง COVID-19 นี้ควรจะเป็นอย่างไร

info@uokinsure.com

เมษายน 9, 2021

Digital Marketing Trend 2021 ในมุมมองนักการตลาดสาย Performance

ปีที่ผ่านมา ทั่วโลกได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

info@uokinsure.com

เมษายน 9, 2021

5 เทคนิค ทำ โฆษณา Google Ads ด้วยต้นทุน “นิดเดียว”

เจ้าของธุรกิจหลายท่านยังมีความกลัว และกังวลกับการลงทุนเพื่อทำโฆษณา Google Ads กลัวว่าผลลัพธ์ที่ได้จะไม่คุ้มค่ากับเงินที่ใช้ลงทุนไป

info@uokinsure.com

เมษายน 9, 2021

วิธีเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ

จริง ๆ ศัพท์นี้อาจดูเหมือนเข้าใจยากไปแต่ถ้าลองแปลความหมายตามรายละเอียดจะพอเดาได้ไม่ยากอย่างที่คิด

info@uokinsure.com

เมษายน 9, 2021

ซ่อมห้าง VS ซ่อมอู่ เป็นอย่างไร ควรเลือกซ่อมแบบไหนดี?

ระหว่าง “ซ่อมห้าง” หรือ “ซ่อมอู่” 2 อย่างนี้แตกต่างกันอย่างไร และควรเลือกแบบไหน บทความนี้จะชี้แจงให้ได้ทราบ

info@uokinsure.com

เมษายน 9, 2021
New Normal ความใหม่ ที่ต้องทำให้เป็นปกติ

New Normal คำคุ้นหูที่บางคนยังไม่ค่อยเข้าใจความหมายซักเท่าไหร่ คำว่า New Normal แปลตรงตัวเลยก็คือ “ความปกติใหม่” หมายถึงวิถีชีวิตแบบใหม่ ที่ไม่เคยทำในอดีต แต่เนื่องจากผลกระทบร้ายแรงหรือไม่คาดฝันบางอย่าง ทำให้เราไม่สามารถใช้วิถีและแนวปฏิบัติแบบเดิมได้ จนต้องใช้รูปแบบการดำเนินชีวิตใหม่ ๆ

New Normal หรือ วิถีชีวิตใหม่ที่ว่านี้ มิใช่เพียงแต่ด้านการปฏิบัติเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงวิธีคิด วิธีการเรียนรู้ และวิธีการสื่อสาร ซึ่งเราจะต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์อันไม่คาดฝันนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งความปกติใหม่นี้ได้เกิดขึ้นกับเราแล้ว และก็เกิดขึ้นมานานจน New Normal ใกล้จะ Normal เต็มที


บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

โอกาส และกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ในช่วง COVID-19

ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาเป็นวิกฤตที่ไม่มีใครอยากให้เกิด และยังสงผลให้เจ้าของกิจการหลายคนเริ่มงงว่ากลยุทธ์การตลาดออนไลน์ช่วง COVID-19 นี้ควรจะเป็นอย่างไร

info@uokinsure.com

เมษายน 9, 2021

Digital Marketing Trend 2021 ในมุมมองนักการตลาดสาย Performance

ปีที่ผ่านมา ทั่วโลกได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

info@uokinsure.com

เมษายน 9, 2021

5 เทคนิค ทำ โฆษณา Google Ads ด้วยต้นทุน “นิดเดียว”

เจ้าของธุรกิจหลายท่านยังมีความกลัว และกังวลกับการลงทุนเพื่อทำโฆษณา Google Ads กลัวว่าผลลัพธ์ที่ได้จะไม่คุ้มค่ากับเงินที่ใช้ลงทุนไป

info@uokinsure.com

เมษายน 9, 2021

วิธีเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ

จริง ๆ ศัพท์นี้อาจดูเหมือนเข้าใจยากไปแต่ถ้าลองแปลความหมายตามรายละเอียดจะพอเดาได้ไม่ยากอย่างที่คิด

info@uokinsure.com

เมษายน 9, 2021

ซ่อมห้าง VS ซ่อมอู่ เป็นอย่างไร ควรเลือกซ่อมแบบไหนดี?

ระหว่าง “ซ่อมห้าง” หรือ “ซ่อมอู่” 2 อย่างนี้แตกต่างกันอย่างไร และควรเลือกแบบไหน บทความนี้จะชี้แจงให้ได้ทราบ

info@uokinsure.com

เมษายน 9, 2021
ประกันโควิด (COVID-365)

เงื่อนไขความคุ้มครอง/เงื่อนไขกรมธรรม์

*ภาวะโคม่า หมายถึง การสลบหรือหมดความรู้สึกที่ได้รับวินิจฉัยโดยอายุรแพทย์หรือประสาทศัลยแพทย์ และตรวจพบลักษณะต่อไปนี้ทุกข้อ
ต้องอาศัยเครื่องช่วยชีวิต
ไม่มีการตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอกอย่างน้อย 96 ชั่วโมง
สมองถูกทำลายอย่างถาวร ไม่สามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำภายหลัง 30 วันจากวันที่สลบหรือหมดความรู้สึก
*Coma is a state of unconsciousness diagnosed by physician or neurosurgeon which following conditions are completely met;
The patient depends solely on a life-saving device and
The patient has no response to any external stimulus for at leat 96 consecutive hours and
The patient’s brain was totally damage.
หมายเหตุ
ระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี
ผู้เอาประกันจะต้องมีสัญชาติไทยเท่านั้น และมีอายุไม่เกิน 75 ปีบริบูรณ์
ผู้เอาประกันภัยสามารถทำประกันภัย COVID ของบริษัทได้ไม่เกิน คนละ 2 กธ หรือทุนประกันภัยรวมกันไม่เกิน 1,000,000 บาท ยกเว้น เฉพาะแผน COVID 1825ได้คนละ 1 กธ.และไม่สามารถซื้อรวมกับแผนอื่นได้
ผู้เอาประกันภัยต้องมีร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ ไม่ติดเชื้อหรือถูกสงสัยว่าติดเชื้อไวรัสโคโรนามาก่อนทำประกันกัย (ถูกสงสัยว่าติดเชื้อ หมายถึง การที่ผู้เอาประกันภัยได้รับการตรวจสอบ และ/หรือ ตรวจสุขภาพมาแล้วโดยแพทย์และถูกกักตัวไว้เพื่อดูอาการ และ/หรือ เพื่อรักษาให้หายจากการเจ็บป่วยในเวลาต่อมา)
ระยะเวลารอคอย (Waiting Period) 14 วัน นับจากวันที่กรมธรรม์ประกันภัยมีผลบังคับเป็นครั้งแรกตามที่ระบุไว้ในตารางกรมธรรม์ประกันภัย
ผู้เอาประกันภัยเดินทางกลับจากต่างประเทศ สามารถซื้อประกันได้หลังจาก 14 วัน นับจากวันที่ลงตราผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองของประเทศไทย


บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

โอกาส และกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ในช่วง COVID-19

ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาเป็นวิกฤตที่ไม่มีใครอยากให้เกิด และยังสงผลให้เจ้าของกิจการหลายคนเริ่มงงว่ากลยุทธ์การตลาดออนไลน์ช่วง COVID-19 นี้ควรจะเป็นอย่างไร

info@uokinsure.com

เมษายน 9, 2021

Digital Marketing Trend 2021 ในมุมมองนักการตลาดสาย Performance

ปีที่ผ่านมา ทั่วโลกได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

info@uokinsure.com

เมษายน 9, 2021

5 เทคนิค ทำ โฆษณา Google Ads ด้วยต้นทุน “นิดเดียว”

เจ้าของธุรกิจหลายท่านยังมีความกลัว และกังวลกับการลงทุนเพื่อทำโฆษณา Google Ads กลัวว่าผลลัพธ์ที่ได้จะไม่คุ้มค่ากับเงินที่ใช้ลงทุนไป

info@uokinsure.com

เมษายน 9, 2021

วิธีเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ

จริง ๆ ศัพท์นี้อาจดูเหมือนเข้าใจยากไปแต่ถ้าลองแปลความหมายตามรายละเอียดจะพอเดาได้ไม่ยากอย่างที่คิด

info@uokinsure.com

เมษายน 9, 2021

ซ่อมห้าง VS ซ่อมอู่ เป็นอย่างไร ควรเลือกซ่อมแบบไหนดี?

ระหว่าง “ซ่อมห้าง” หรือ “ซ่อมอู่” 2 อย่างนี้แตกต่างกันอย่างไร และควรเลือกแบบไหน บทความนี้จะชี้แจงให้ได้ทราบ

info@uokinsure.com

เมษายน 9, 2021
ประกันโควิด19 (COVID-1825)

ความคุ้มครอง
จำนวนเงินเอาประกันภัย
ค่าชดเชยรายวันอันเนื่องมาจากการเจ็บป่วยด้วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)
125,000
(วันละ 2,500 บาท สูงสุดไม่เกิน 50 วัน)
การเจ็บป่วยดวยภาวะโคม่า*ที่มีสาเหตุมาจากโรคติดเชื่อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)
2,500,000
การเจ็บป่วยด้วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)

ค่ารักษาพยาบาลการเข้าพักรักษาตัวเป็นผู้ป่วยใน อันเนื่องมาจากการเจ็บป่วยด้วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)
250,000
เบี้ยประกันภัยรายปี (รวมอากรแสตมป์)
1,825

เงื่อนไขความคุ้มครอง/เงื่อนไขกรมธรรม์

*ภาวะโคม่า หมายถึง การสลบหรือหมดความรู้สึกที่ได้รับวินิจฉัยโดยอายุรแพทย์หรือประสาทศัลยแพทย์ และตรวจพบลักษณะต่อไปนี้ทุกข้อ
ต้องอาศัยเครื่องช่วยชีวิต
ไม่มีการตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอกอย่างน้อย 96 ชั่วโมง
สมองถูกทำลายอย่างถาวร ไม่สามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำภายหลัง 30 วันจากวันที่สลบหรือหมดความรู้สึก
หมายเหตุ
ระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี
ผู้เอาประกันจะต้องมีสัญชาติไทยเท่านั้น และมีอายุไม่เกิน 75 ปีบริบูรณ์
ผู้เอาประกันภัยสามารถทำประกันภัย COVID ของบริษัทได้ไม่เกิน คนละ 2 กธ หรือทุนประกันภัยรวมกันไม่เกิน 1,000,000 บาท ยกเว้น เฉพาะแผน COVID 1825ได้คนละ 1 กธ.และไม่สามารถซื้อรวมกับแผนอื่นได้
ผู้เอาประกันภัยต้องมีร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ ไม่ติดเชื้อหรือถูกสงสัยว่าติดเชื้อไวรัสโคโรนามาก่อนทำประกันกัย (ถูกสงสัยว่าติดเชื้อ หมายถึง การที่ผู้เอาประกันภัยได้รับการตรวจสอบ และ/หรือ ตรวจสุขภาพมาแล้วโดยแพทย์และถูกกักตัวไว้เพื่อดูอาการ และ/หรือ เพื่อรักษาให้หายจากการเจ็บป่วยในเวลาต่อมา)
ระยะเวลารอคอย (Waiting Period) 14 วัน นับจากวันที่กรมธรรม์ประกันภัยมีผลบังคับเป็นครั้งแรกตามที่ระบุไว้ในตารางกรมธรรม์ประกันภัย
ผู้เอาประกันภัยเดินทางกลับจากต่างประเทศ สามารถซื้อประกันได้หลังจาก 14 วัน นับจากวันที่ลงตราผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองของประเทศไทย


บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

โอกาส และกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ในช่วง COVID-19

ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาเป็นวิกฤตที่ไม่มีใครอยากให้เกิด และยังสงผลให้เจ้าของกิจการหลายคนเริ่มงงว่ากลยุทธ์การตลาดออนไลน์ช่วง COVID-19 นี้ควรจะเป็นอย่างไร

info@uokinsure.com

เมษายน 9, 2021

Digital Marketing Trend 2021 ในมุมมองนักการตลาดสาย Performance

ปีที่ผ่านมา ทั่วโลกได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

info@uokinsure.com

เมษายน 9, 2021

5 เทคนิค ทำ โฆษณา Google Ads ด้วยต้นทุน “นิดเดียว”

เจ้าของธุรกิจหลายท่านยังมีความกลัว และกังวลกับการลงทุนเพื่อทำโฆษณา Google Ads กลัวว่าผลลัพธ์ที่ได้จะไม่คุ้มค่ากับเงินที่ใช้ลงทุนไป

info@uokinsure.com

เมษายน 9, 2021

วิธีเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ

จริง ๆ ศัพท์นี้อาจดูเหมือนเข้าใจยากไปแต่ถ้าลองแปลความหมายตามรายละเอียดจะพอเดาได้ไม่ยากอย่างที่คิด

info@uokinsure.com

เมษายน 9, 2021

ซ่อมห้าง VS ซ่อมอู่ เป็นอย่างไร ควรเลือกซ่อมแบบไหนดี?

ระหว่าง “ซ่อมห้าง” หรือ “ซ่อมอู่” 2 อย่างนี้แตกต่างกันอย่างไร และควรเลือกแบบไหน บทความนี้จะชี้แจงให้ได้ทราบ

info@uokinsure.com

เมษายน 9, 2021
10 ธุรกิจดาวรุ่ง-ดาวร่วงปี 2564

เปิด 10 ‘ธุรกิจดาวรุ่ง-ดาวร่วง’ ประจำปี 2564  โดยพบว่าธุรกิจดาวรุ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่ได้รับผลกระทบเชิงบวกจากการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ขณะที่ ธุรกิจดาวร่วง เป็นธุรกิจที่ได้รับผลกระทบเชิงลบจากวิกฤตดังกล่าว

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจในประเด็น 10 ‘ธุรกิจดาวรุ่ง-ดาวร่วง’ ประจำปี 2564 ภายใต้เกณฑ์การพิจารณา 5 ส่วน ได้แก่ ยอดขาย, ต้นทุน, กำไรสุทธิ, ผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยงและภาวะการแข่งขัน และความต้องการ ความสอดคล้องกับกระแสนิยม

ธุรกิจดาวรุ่ง ในปี 2564 ได้แก่
อันดับที่ 1 ธุรกิจบริการทางแพทย์และความงาม และธุรกิจอีคอมเมิร์ซ

อันดับที่ 2 ธุรกิจแพลตฟอร์ม , จัดทำคอนเทนต์ , กลุ่มยูทูเบอร์และผู้รีวิวสินค้า

อันดับที่ 3 ธุรกิจประกันภัยและประกันชีวิต

อันดับ 4 ธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับเครื่องมือแพทย์ และธุรกิจเวชภัณฑ์ยา

อันดับ 5 ธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยีวิเคราะห์และจัดการข้อมูล

อันดับ 6 ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม , ธุรกิจอาหารเสริมและสุขภาพ

อันดับ 7 ธุรกิจ Street Food และ Food Truck

อันดับ 8 ธุรกิจขนส่งโลจิสติกส์และเดลิเวอรี , ธุรกิจด้านฟินเทคและธุรกิจพลังงาน

อันดับ 9 ธุรกิจตู้หยอดเหรียญฯ อาทิ ร้านสะดวกซัก, เครื่องเติมเงินและน้ำ

อันดับ 10 ธุรกิจที่ปรึกษาด้านกฎหมายบัญชีและออกแบบแพ็กเกจจิ้ง บรรจุภัณฑ์


บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

โอกาส และกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ในช่วง COVID-19

ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาเป็นวิกฤตที่ไม่มีใครอยากให้เกิด และยังสงผลให้เจ้าของกิจการหลายคนเริ่มงงว่ากลยุทธ์การตลาดออนไลน์ช่วง COVID-19 นี้ควรจะเป็นอย่างไร

info@uokinsure.com

เมษายน 9, 2021

Digital Marketing Trend 2021 ในมุมมองนักการตลาดสาย Performance

ปีที่ผ่านมา ทั่วโลกได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

info@uokinsure.com

เมษายน 9, 2021

5 เทคนิค ทำ โฆษณา Google Ads ด้วยต้นทุน “นิดเดียว”

เจ้าของธุรกิจหลายท่านยังมีความกลัว และกังวลกับการลงทุนเพื่อทำโฆษณา Google Ads กลัวว่าผลลัพธ์ที่ได้จะไม่คุ้มค่ากับเงินที่ใช้ลงทุนไป

info@uokinsure.com

เมษายน 9, 2021

วิธีเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ

จริง ๆ ศัพท์นี้อาจดูเหมือนเข้าใจยากไปแต่ถ้าลองแปลความหมายตามรายละเอียดจะพอเดาได้ไม่ยากอย่างที่คิด

info@uokinsure.com

เมษายน 9, 2021

ซ่อมห้าง VS ซ่อมอู่ เป็นอย่างไร ควรเลือกซ่อมแบบไหนดี?

ระหว่าง “ซ่อมห้าง” หรือ “ซ่อมอู่” 2 อย่างนี้แตกต่างกันอย่างไร และควรเลือกแบบไหน บทความนี้จะชี้แจงให้ได้ทราบ

info@uokinsure.com

เมษายน 9, 2021
โอกาส และกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ในช่วง COVID-19

ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาเป็นวิกฤตที่ไม่มีใครอยากให้เกิด และยังสงผลให้เจ้าของกิจการหลายคนเริ่มงงว่ากลยุทธ์การตลาดออนไลน์ช่วง COVID-19 นี้ควรจะเป็นอย่างไร จะเอายังไงต่อดี แต่ในช่วงนี้ที่ทุกคนมองว่าเป็นวิกฤต ในด้านการตลาดออนไลน์ยังมีอย่างน้อย 1 เรื่องที่เรามองว่าเป็นโอกาสที่ไม่สามารถหาได้ง่ายๆ เลย อะไรคือโอกาสที่อยู่ในวิกฤตนี้ มาหาคำตอบไปด้วยกันเลย

ทบทวนการทำงานของการตลาดออนไลน์กันก่อน
ทุกคนที่ทำการตลาด และโฆษณาออนไลน์คงจะทราบกันดีว่า ระบบโฆษณาที่เราใช้กันจะเป็นแบบ PPC (Pay Per Click) ไม่ว่าจะเป็น Google Facebook หรือจะช่องทางอื่นๆ ซึ่งการคิดเงินค่าโฆษณา หรือค่าคลิก จะเป็นระบบ “ประมูล” แทบทั้งหมด ซึ่งหมายความว่าราคาโฆษณาจะขึ้นอยู่กับการแข่งขันเป็นหลัก (และมีปัจจัยอื่นๆ ด้วย เช่น คุณภาพลองเว็บไซต์ หรือคอนเทนต์)

หรือถ้าจะพูดถึงเรื่องการทำ SEO ที่ไม่ได้เป็นการซื้อโฆษณาแบบ PPC แต่เป็นการเน้นพัฒนาคุณภาพของเว็บไซต์ เพิ่มความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ เพื่อให้ Google เจอเว็บไซต์เราบ่อยขึ้น ส่งผลให้เว็บไซต์ของเราค่อยๆ ไต่อันดับมาหน้าแรกของ Google ปัจจัยหลักๆ ในการที่จะขึ้นหน้าแรกเร็ว หรือช้า ก็อยู่ที่การแข่งขันเหมือนกัน เพราะหากเว็บไซต์คู่แข่งทำ SEO กันมานานแล้ว แต่เราเพิ่งจะมาทำ การที่เราจะแซงหน้าคู่แข่งได้ก็จะยาก

สิ่งที่เกิดขึ้นกับการตลาดออนไลน์ในช่วง COVID-19
จากการเกิด COVID-19 และผลกระทบของ COVID-19 ที่ทำให้เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ และของโลกมีปัญหา ผู้คนเริ่มเก็บเงินมาขึ้น และความกล้าในการจับจ่ายใช้สอยก็ลดลง กระแสเงินสดที่จะไหลไปยังผู้ประกอบการต่างๆ ก็เริ่มลดน้อยลงไปด้วย ส่งผลให้หลายกิจการไม่สามารถดำเนินการไปต่อได้ หรืออาจจะต้องพักการดำเนินธุรกิจไปก่อน

สิ่งที่เกิดขึ้นกับการตลาดออนไลน์ในช่วง COVID-19 ที่สร้างโอกาสในการทำการตลาดให้อีกหลายธุรกิจคือ จำนวนการแข่งขันที่ลดลง ส่งผลให้ค่าโฆษณาลดลง ไม่ว่าจะเป็น Cost per Click หรือจะเป็น Cost per 1,000 Impressions ซึ่งจากที่ Pacy Media ได้ลองเทียบผลลัพธ์ดู ในบางประเภทธุรกิจนั้นลดลงถึง 20% โดยเฉลี่ย เช่น ธุรกิจความงาม ธุรกิจแฟชั่น แต่ในบางธุรกิจที่ยังคงมีความต้องการ และการแข่งขันสูง ก็มีโอกาสที่ค่าโฆษณาจะแพงขึ้นได้เช่นกัน แต่ก็แลกมากับ Demand ในตลาดที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจ Offline หรือ Online ที่ยังคงมีความต้องการอยู่ หรือจะเป็นสินค้าที่มีความต้องการสูงในช่วงนี้ เช่น บริการฆ่าเชื้อโรค หรือเทคโนโลยีต่างๆ ในการกำจัดเชื้อโรค แต่อย่างไรก็ตาม ธุรกิจที่จะอยู่รอดในช่วงนี้ได้ ต้องอยู่บนโลก Online เท่านั้น

สำหรับการทำ SEO ที่ไม่เกี่ยวข้องกับค่าโฆษณา แต่จะเกี่ยวข้องกับการปั้นเว็บไซต์ให้มีคุณภาพ หลายธุรกิจก็เริ่มลดความจริงจังในการทำ SEO ลงมา บางธุรกิจอาจจะหยุดทำชั่วคราว ส่งผลให้หลายๆ ธุรกิจที่ยังคงทำ SEO ต่อ เห็นการขยับตัวขึ้นของตำแหน่งบนหน้า Google ได้อย่างชัดเจน ซึ่งโดยปกติการทำ SEO จะต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะเห็นผลลัพธ์ แต่ในช่วงนี้ หลายธุรกิจมีโอกาสที่จะเห็นผลลัพธ์เร็วขึ้น อีกทั้งยังเป็นโอกาสในการเพิ่มคุณภาพเว็บไซต์ให้แซงหน้าคู่แข่ง เพราะหากเศรษฐกิจกลับมาเหมือนเดิม คู่แข่งที่หยุดทำ SEO ไป ก็ต้องมาไล่ทำ SEO ตามเว็บไซต์ของเราอีกซักพักเลย

แล้วธุรกิจของคุณควรปรับไปในทิศทางไหนในช่วง COVID-19
เราไม่สามารถที่จะเจาะลึกในธุรกิจแต่ละประเภท ดังนั้นเราจึงลองแบ่งประเภทธุรกิจตาม Demand Side ของคนในช่วงนี้ออกมาเป็น 4 ประเภท ซึ่งคำแนะนำจากเราไม่ใช่ตัวชี้ขาดถึงสิ่งที่คุณควรทำ ต้องลองทำไปประยุกต์ให้เข้ากับแต่ละกิจการด้วย

ธุรกิจของคุณเข้าข่ายประเภทไหนลองดูกันเลย

1. ไม่มี Demand และไม่พร้อมซื้อ
เช่น ธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจทัวร์ หากธุรกิจของคุณเข้าข่ายเป็นธุรกิจที่ลูกค้าไม่มี Demand และไม่พร้อมซื้อ การถือเงินสดเป็นสิ่งสำคัญ เพราะไม่รู้ว่าลูกค้าจะกลับมามีความเชื่อมัน หรือมี Demand อีกเมื่อไหร่ ดังนั้นไม่ค่อยแนะนำให้ทุ่มเงินมาทำกิจกรรมอะไรที่ไม่ได้สร้างคุณค่าให้กับกิจการ เว้นแต่ลงทุนในด้านการตลาดที่จะให้ผลในระยะยาวได้ เช่น SEO

2. พอมี Demand แต่คนยังไม่กล้าใช้เงิน
เช่น ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจความงาม ธุรกิจแฟชั่น สินค้าฟุ่มเฟือยต่างๆ ธุรกิจประเภทนี้สามารถเน้นการฟูมฟักว่าที่ลูกค้าได้ เนื่องจากคนที่ติดต่อเข้ามาช่วงนี้ อาจจะยังไม่พร้อมซื้อ แต่ลึกๆ ในใจก็มีความต้องการในตัวสินค้า หรือบริการอยู่บ้างแล้ว การทำคอนเทนต์ หรือสร้างความสัมพันธ์เป็นสิ่งสำคัญ เมื่อวันที่พร้อมซื้อ ลูกค้าก็จะสามารถติดสินใจซื้อกับคุณได้เลยทันที

อาจจะทำ SEO หรือ Google Ads เพื่อเก็บ Lead หรือลูกค้าใหม่ๆ หรือจะลองทำ Social Media ด้วยเพื่อไม่ให้ลูกค้าลืม และสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าผ่าน Line Official Account หรือ Facebook Page

ทั้งนี้ การทำ Social Media ในช่วงนี้ ถึงจะค่าโฆษณาลดลง แต่การตอบสนอง หรือมีส่วนร่วมกับโพสต์ในหลายๆ ธุรกิจมีโอกาสที่จะต่ำลงได้

3. มี Demand ตามปกติ และมีความต้องการ แต่พฤติกรรมของลูกค้าเปลี่ยน
เช่น ธุรกิจอาหาร ธุรกิจบริการตามบ้าน ซ่อมหลังคา ทำรางน้ำฝน หรือจะเป็น ร้านตัดผม ธุรกิจเหล่านี้ยังมีความต้องการอยู่ แต่พฤติกรรมของลูกค้าเปลี่ยน เช่น ลูกค้าเริ่มค้นหาบนช่องทางออนไลน์มากขึ้น ลูกค้าเริ่มพิจารณามากขึ้นว่าผู้ให้บริการต่างๆ ดูแลเรื่องความสะอาดดีแค่ไหน สำหรับบางธุรกิจ ลูกค้าอยากได้สินค้าเดิมแต่ในรูปแบบที่ต่างจากเดิม เช่น อยากกินชาบู แต่จะกินที่บ้าน ต้องการหม้อชาบู และเมนูท่ีเหมาะกับการทำกินเองที่บ้าน เป็นต้น

ธุรกิจประเภทนี้ต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ทันกับพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนไป บางธุรกิจที่ทำ Offline อย่างเดียว จำเป็นต้องมีเว็บไซต์ หรือ Facebook Page หรือธุรกิจที่ทำออนไลน์อยู่แล้ว อาจจะต้องทำเว็บไซต์แบบ eCommerce เพิ่ม ซึ่งการเข้าถึงกลุ่มลูกค้า อาจจะลองเป็น Google Ads หรือ Facebook Ads ก็ได้ เพราะจะรวดเร็วกว่าการทำ SEO แต่หากคิดว่าจะหวังผลในระยะยาวด้วย ก็สามารถทำ SEO ควบคู่ไปได้

4. มี Demand สูง และพร้อมซื้อ
เช่น เครื่องกำจัดเชื้อโรค และไวรัส หรือบริการฆ่าเชื้อต่างๆ ธุรกิจประเภทนี้มี Demand สูงมากในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา ควรปรับช่องทางการขายออนไลน์ให้พร้อม เช่น ลงเนื้อหาบนหน้าเว็บไซต์ให้ครบ ทำ Sale Page ให้น่าสนใจ และทำการตลาดด้วย Google Ads เป็นหลัก เพราะอัตราการค้นหาในสินค้า หรือบริการเหล่านี้ ปรับตัวสูงขึ้นมาก โดยสามารถทำ Remarketing ควบคู่ไปด้วยก็ได้
ใช้โอกาสในช่วงนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับธุรกิจ


บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

โอกาส และกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ในช่วง COVID-19

ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาเป็นวิกฤตที่ไม่มีใครอยากให้เกิด และยังสงผลให้เจ้าของกิจการหลายคนเริ่มงงว่ากลยุทธ์การตลาดออนไลน์ช่วง COVID-19 นี้ควรจะเป็นอย่างไร

info@uokinsure.com

เมษายน 9, 2021

Digital Marketing Trend 2021 ในมุมมองนักการตลาดสาย Performance

ปีที่ผ่านมา ทั่วโลกได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

info@uokinsure.com

เมษายน 9, 2021

5 เทคนิค ทำ โฆษณา Google Ads ด้วยต้นทุน “นิดเดียว”

เจ้าของธุรกิจหลายท่านยังมีความกลัว และกังวลกับการลงทุนเพื่อทำโฆษณา Google Ads กลัวว่าผลลัพธ์ที่ได้จะไม่คุ้มค่ากับเงินที่ใช้ลงทุนไป

info@uokinsure.com

เมษายน 9, 2021

วิธีเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ

จริง ๆ ศัพท์นี้อาจดูเหมือนเข้าใจยากไปแต่ถ้าลองแปลความหมายตามรายละเอียดจะพอเดาได้ไม่ยากอย่างที่คิด

info@uokinsure.com

เมษายน 9, 2021

ซ่อมห้าง VS ซ่อมอู่ เป็นอย่างไร ควรเลือกซ่อมแบบไหนดี?

ระหว่าง “ซ่อมห้าง” หรือ “ซ่อมอู่” 2 อย่างนี้แตกต่างกันอย่างไร และควรเลือกแบบไหน บทความนี้จะชี้แจงให้ได้ทราบ

info@uokinsure.com

เมษายน 9, 2021
Digital Marketing Trend 2021 ในมุมมองนักการตลาดสาย Performance

Digital Marketing Trend 2021 ในมุมมองนักการตลาดสาย Performance

ปีที่ผ่านมา ทั่วโลกได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ธุรกิจที่ปรับตัวมาสู่ออนไลน์ได้เร็ว กลายเป็นผู้ได้เปรียบในการแข่งขัน แล้วปีนี้ล่ะ มีอะไรที่คนทำธุรกิจต้องจับตาดูบ้าง? เราถามความเห็นจากนักการตลาดสาย Performance Marketing ของ Heroleads ไปดูกันค่ะว่าพวกเขามอง Digital Marketing Trend 2021 ไว้ยังไงกัน

เกมส์ของยักษ์ใหญ่ ในตลาด “E-commerce”

ถ้าปี 2020 เป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลง ปี 2021 ก็จะเป็นปีแห่งการเติบโต เราจะได้เห็นแบรนด์ใหญ่ ๆ ที่พึ่งพาการขายแบบ traditional retail ผ่านทางหน้าร้าน ผันตัวมาขายผ่านทางออนไลน์มากขึ้น พร้อมกับสินค้าใหม่ ๆ และวิธีการนำเสนอรูปแบบใหม่ ๆ 

ส่วนแบรนด์เล็ก หรือเแบรนด์ที่กำลังปั้นตัวอยู่ ปีนี้จะต้องวางแผนการนำเสนอสินค้าให้แตกต่าง จะหวังพึ่งพาการทำโฆษณาเพียงอย่างเดียวอาจไม่พออีกต่อไป เพราะในตลาดมีการแข่งขันกันค่อนข้างสูง การนำเสนอสินค้าให้แตกต่าง เลือกช่องทางและเครื่องมือการทำตลาดใหม่ ๆ เป็นสิ่งที่จำเป็นมากสำหรับการเติบโตในปี 2021 นี้ 

สำหรับเทรนด์ที่น่าจับตามองในปีนี้ คงเป็นการที่แบรนด์หันมาทำเว็บไซต์ E-Commerce ของตัวเอง ที่เรียกว่า brand.com และแข่งขันกันสร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งที่เหมือนเข้ามาช้อปที่ร้านค้าจริง ทั้งหน้าตาร้านค้า, สินค้า online exclusive, การจัดส่งสินค้าที่สร้างความตื่นเต้นให้กับ Shopper ที่รอแกะกล่องที่บ้าน ฯลฯ  แบรนด์ไหนที่ยังขายผ่านทางโซเชียลมีเดีย หรือ Lazada, Shopee อย่างเดียวอยู่ อาจจะเสียลูกค้าให้กับแบรนด์ที่มีเว็บไซต์พร้อมกว่า

ปีนี้จะรอด ไม่ใช่แค่ไวอย่างเดียว ต้องมั่นใจว่าเครื่องมือพร้อมด้วย !

– ปุณณ์ณิชญ์  สุวัตศรีสกุล – 

Senior ECommerce Solution Specialist

เป้าหมายของการทำ “SEO” ไม่ใช้แค่การติดหน้าแรก

ปี 2020 ที่ผ่านมา การหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว แบรนด์ต่าง ๆ ก็หันมาทำเว็บไซต์ E-commerce กัน ทำให้ SEO เข้ามามีบทบาทอย่างมากในการทำให้เว็บไซต์ติดอยู่บนหน้าแรกของ Google หรือ Search Engine อื่น ๆ เพื่อสร้างโอกาสในการขาย จากการที่ลูกค้าค้นหาเจอแบรนด์ของเราก่อนแบรนด์อื่น 

เทรนด์ SEO ในปี 2021 นั้น เป้าหมายจะไม่ได้หยุดอยู่แค่การติดหน้าแรก Google เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่จะให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของผู้ใช้งาน User Experience (UX) และ User Behavior รวมไปถึงการ Analyze Data ของเว็บไซต์ เพื่อปรับปรุงเว็บให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ค้นหา ทำให้ใช้งานได้ง่าย ตอบสนองได้รวดเร็ว  รวมไปถึงการ Optimize เว็บไซต์สำหรับ Mobile SEO ซึ่งถือว่าเป็นเทรนด์ที่ไม่ควรละเลย

– มนสิการ ใจบุญ –

SEO Project Manager

“GA4”เส้นทางต่อไปของ Google Analytics

กลางเดือนตุลาคมปี 2020 Google Analytics มีการอัปเดตใหม่ เป็นเวอร์ชัน 4 (GA4) หลังจากที่ใช้เวอร์ชันเดิมมาอย่างยาวนานถึง 8 ปี! 

จุดเด่นของเวอชันใหม่นี้คือ เป็นการรวม data จาก Website และ Mobile Application มาแสดงผลใน Report เดียวกัน ทำให้เราสามารถติดตามพฤติกรรมของผู้ใช้ได้ทั้งจากคอมพิวเตอร์และมือถือ 

นอกจากจะดู Journey ข้าม Platform ได้แล้ว ตัว GA4 ก็ยังสามารถเก็บ Data จากทุก Action ของ User ที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ได้โดยอัตโนมัติ เช่น การคลิก Link ไปนอก Website, เปอร์เซ็นต์การเลื่อนดู Content ในแต่ละหน้า หรือ คลิกดาวน์โหลด Whitepaper เป็นต้น 

และจากข้อมูลเหล่านี้ ทาง GA4 ก็เพิ่มฟีเจอร์ให้เราสามารถสร้าง Custom Report ได้ตามที่ต้องการ ซึ่งนับว่ายืดหยุ่นกว่าเวอร์ชันปัจจุบันพอสมควร 

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของ User Privacy ที่ในเวอชันนี้จะใช้ Cookies น้อยลง แต่ใช้ Machine Learning มาช่วยแสดงผลพฤติกรรมของผู้ใช้เว็บไซต์ได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น 

จากการเปลี่ยนแปลงที่กล่าวมานี้ คาดว่าในปี 2021 เราจะได้เห็นเหล่า Web Analyst ตื่นตัวกับการพัฒนาทักษะของตัวเองกันมากขึ้น เนื่องจากตัว GA4 ต้องการการ implement ที่แตกต่างจากเวอชันปัจจุบันโดยสิ้นเชิง 

– เกตุนภา วิไลประสิทธิ์พร –

Analytics Project Manager

“เทคโนโลยี” จะช่วยให้แบรนด์ตัดสินใจได้ดีขึ้น

เหตุการณ์หลาย ๆ อย่างที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา ทำให้ online advertising เป็นสิ่งที่ทุกแบรนด์ต้องทำ ไม่ว่าจะมีความพร้อมหรือไม่ ทำให้การแข่งขันระหว่างแบรนด์สูงมากขึ้นด้วย 

ปีนี้แบรนด์น่าจะเพิ่มพื้นที่ในการโฆษณาเพื่อหาลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ เราจะได้เห็น Advertising Platform ตัวย่อย เช่น LINE ที่เป็น Messenger App, TikTok ที่มีกลุ่ม Audience อายุน้อย หรือแม้กระทั่ง LinkedIn เข้ามามีบทบาทในการลงโฆษณามากยิ่งขึ้น และแบรนด์จะยิ่งต้องการข้อมูลมากขึ้นว่า ในบรรดาแพลตฟอร์มโฆษณาทั้งหมดที่ใช้ แพลตฟอร์มไหนให้ผลลัพธ์ดีที่สุด และควรเลือกใช้เงินกับที่ไหน ตรงนี้นี่แหละที่ Performance Tracking Technology จะเข้ามามีส่วนสำคัญ ในการรายงานผลข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจ 

นอกจากนี้ การที่ผู้ใช้งานแพลตฟอร์มออนไลน์ให้ความสำคัญกับ Data Privacy มากขึ้น การวัดผลและการ target กลุ่มเป้าหมายก็จะยากขึ้นด้วย แบรนด์อาจจะต้องหาวิธีการใหม่ในการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ ขณะเดียวกันก็ต้องดูแลลูกค้าที่มีอยู่แล้วให้อยู่กับเราไปนาน ๆ ดังนั้น การทำ Customer Relationship Management (CRM) จะเป็นสิ่งที่แบรนด์มองหากันมากขึ้น และเราจะใช้เทคโนโลยีมาช่วยให้ตัดสินใจและทำงานได้ฉลาดขึ้น

– ฤทธิรงค์ ฐานดี –

Head of Advertising Technology

“Google Shopping Ads” ลูกเล่นใหม่เพิ่มยอดขายให้ธุรกิจ E-commerce

การแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส (โควิด-19) ทำให้ช่องทางซื้อ-ขายสินค้าย้ายมาอยู่บนออนไลน์ และ Search Engine กลายเป็นช่องทางหลักที่ผู้ซื้อใช้ค้นหาสินค้าที่ตัวเองต้องการ 

ดังนั้นในปี 2021 Search Campaign จะยิ่งสำคัญมากขึ้น และการแข่งขันก็จะยิ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่ม E-commerce 

รูปแบบโฆษณาที่น่าสนใจในตอนนี้คือ Google Shopping Ads ที่สามารถแสดงรายละเอียดของสินค้าได้อย่างชัดเจน ทั้งรูปภาพ ราคา และลิงก์ไปยังหน้าเว็บที่ขายสินค้าได้ ปีนี้เราจะเห็นแบรนด์ใช้โฆษณา Google Shopping Ads มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับ 1-2 ปีที่ผ่านมา

– นรวิชญ์ นามสุบิน –

Google Team Lead

“Lead Generation” ใครมีฐานข้อมูลอยู่ในมือ ได้เปรียบ

2021 เป็นปีแห่งการปรับตัวขององค์กรต่าง ๆ ที่ต้องรับมือการเข้ามาของ พ.ร.บ.ข้อมูลส่วนบุคคล หรือ PDPA ที่ออกมาเพื่อป้องกันการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้โดยมิชอบ หรือไม่ได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลนั้น ๆ ทำให้การเก็บข้อมูลเพื่อการโฆษณา (Tracking & Targeting) ทำได้ยากขึ้น 

นอกจากนี้ ทาง Apple  ก็เพิ่งออกนโนบายเรื่อง privacy ของผู้ใช้งานออกมา ซึ่งกระทบกับการยิงโฆษณาบน Facebook อย่างมาก เพราะระบบปฏิบัติการ iOS 14 นั้น ผู้ใช้สามารถเลือกปิดกั้นการติดตาม (Track) จาก Facebook และแอปพลิเคชันอื่น ๆ ได้ ทำให้การหา Target ไม่แม่นยำเหมือนแต่ก่อน และทำ Remarketing ได้ยากขึ้นหรืออาจจะไม่ได้เลย ค่าโฆษณาจึงแพงขึ้น ซึ่งกระทบกับธุรกิจทุกประเภท โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็ก ที่ไม่มีฐานข้อมูลของตัวเอง 

Heroleads เราเป็น Digital Marketing Company รายแรก ๆ ในไทย ที่ให้บริการ  Lead Generation ทำให้เรามีฐานข้อมูลเยอะมากในเกือบทุกกลุ่มธุรกิจ และเรายังมี Herovision ระบบ CRM ที่เก็บข้อมูลไว้อย่างเป็นระบบ ทำให้ทีมของเราสามารถใช้ฐานข้อมูลที่มีอยู่เดิมนี้มา optimize แคมเปญได้ แม้ว่าจะถูกจำกัดการเข้าถึงข้อมูลก็ตาม 

– วรรษพร อิงคตานุวัฒน์ –

Senior Digital Account Manager

“Content Marketing” ยุคใหม่ต้องใช้กลยุทธ์ Personalization

ปี 2021 ราศีที่จะมีเกณฑ์ปาดเหงื่อเรื่องงานสุด ๆ คือ ราศี…ที่ทำ Content Marketing จ้า (หวยออกทุกปี) 

ปีนี้สมรภูมิคอนเทนต์จะเดือดกว่าเดิม เพราะการมาของ Covid-19 ทำให้มีผู้เล่นทั้งหน้าใหม่-หน้าเก่า เข้ามาอยู่ในทะเลคอนเทนต์เยอะมาก 

ปีนี้สิ่งที่แบรนด์ต้องทำจริง ๆ จัง ๆ ซะทีคือ Personalized Content นำ Data ของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย มาคิดคอนเทนต์ที่พวกเขาสนใจจริง ๆ ใครมีเว็บไซต์ หรือ Analyze Data ลูกค้าอยู่เรื่อย ๆ จะได้เปรียบ เพราะคุณรู้ว่าลูกค้าคือใคร  ชอบอะไร และตัดสินใจซื้อเพราะอะไร การคิดแบบ Personalized Marketing แบรนด์จะไม่ได้แค่ Awareness  แต่ไปได้ถึง Conversion เลยด้วย

อีกกระแสที่มาแรงต่อเนื่องจากปีที่แล้ว คือ Video Streaming  หรือการ Live สด ผ่านช่องทางต่าง ๆ ที่ทำให้คนว่าง ๆ เหงา ๆ เข้าถึงแบรนด์มากขึ้น (และตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น) ใครยังไม่ได้ลองช่องทางใหม่ ๆ เช่น Tiktok, Podcast ก็รีบตามเขาไปซะ เดี๋ยวจะตกเทรนด์!

– ปาวีณ รัสมี –

Creative Strategy Manager

Social Media Marketing สู่ “Conversational Marketing”

การระบาดของไวรัส Covid-19 กระตุ้นให้ผู้บริโภคต้องปรับตัวตามสถานการณ์ โดยเฉพาะคนยุค Gen X และ ฺBaby Boomer ที่กลายเป็นผู้มีอิทธิพลต่อการเติบโตของ E-Commerce มากที่สุด 

สื่อ Social Media ต่างๆ ก็มีการปรับแพลตฟอร์มของตัวเองให้สามารถซื้อขายสินค้าผ่านทางออนไลน์ได้ ยกตัวอย่างเช่น การเกิดขึ้นของ Facebook Marketplace และ Instagram Shopping เป็นต้น

ปีนี้ เราจะได้เห็นการสั่งซื้อสินค้าและปิดการขายผ่านแชทได้รับความนิยมมากขึ้นในประเทศไทย  ดังนั้นสิ่งที่แบรนด์ขาดไม่ได้ในการทำการตลาดออนไลน์ในปีนี้ คือการทำ “Conversational Marketing” เพื่อให้แบรนด์สามารถโต้ตอบกับลูกค้าได้ทันที และทำให้ลูกค้ารู้สึกใกล้ชิดกับแบรนด์มากกว่าเก่า  ซึ่งตอนนี้เราก็เห็นแบรนด์ส่วนใหญ่เริ่มหันมาใช้ Chatbot กันอย่างแพร่หลาย และสามารถเพิ่มทั้งยอดขาย และความน่าเชื่อถือให้แบรนด์ได้เป็นอย่างดี

– จิราภรณ์  รักษ์ศรี –

Senior Social Media Marketing Specialist

นี่คือ Digital Marketing Trend 2021 จากมุมมองทีมนักการตลาดออนไลน์ของเรา สิ่งที่ทุกคนเห็นตรงกันคือ ปีนี้ยังเป็น “ปีแห่งการปรับตัว” และ “เริ่มลองทำสิ่งใหม่” เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดในโลกยุคใหม่ 

อยากได้คำแนะนำว่าธุรกิจของคุณควรจะปรับตัวอย่างไรไม่ให้ตกเทรนด์เหล่านี้ ? 


บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

โอกาส และกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ในช่วง COVID-19

ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาเป็นวิกฤตที่ไม่มีใครอยากให้เกิด และยังสงผลให้เจ้าของกิจการหลายคนเริ่มงงว่ากลยุทธ์การตลาดออนไลน์ช่วง COVID-19 นี้ควรจะเป็นอย่างไร

info@uokinsure.com

เมษายน 9, 2021

Digital Marketing Trend 2021 ในมุมมองนักการตลาดสาย Performance

ปีที่ผ่านมา ทั่วโลกได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

info@uokinsure.com

เมษายน 9, 2021

5 เทคนิค ทำ โฆษณา Google Ads ด้วยต้นทุน “นิดเดียว”

เจ้าของธุรกิจหลายท่านยังมีความกลัว และกังวลกับการลงทุนเพื่อทำโฆษณา Google Ads กลัวว่าผลลัพธ์ที่ได้จะไม่คุ้มค่ากับเงินที่ใช้ลงทุนไป

info@uokinsure.com

เมษายน 9, 2021

วิธีเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ

จริง ๆ ศัพท์นี้อาจดูเหมือนเข้าใจยากไปแต่ถ้าลองแปลความหมายตามรายละเอียดจะพอเดาได้ไม่ยากอย่างที่คิด

info@uokinsure.com

เมษายน 9, 2021

ซ่อมห้าง VS ซ่อมอู่ เป็นอย่างไร ควรเลือกซ่อมแบบไหนดี?

ระหว่าง “ซ่อมห้าง” หรือ “ซ่อมอู่” 2 อย่างนี้แตกต่างกันอย่างไร และควรเลือกแบบไหน บทความนี้จะชี้แจงให้ได้ทราบ

info@uokinsure.com

เมษายน 9, 2021
5 เทคนิค ทำ โฆษณา Google Ads ด้วยต้นทุน “นิดเดียว”

เจ้าของธุรกิจหลายท่านยังมีความกลัว และกังวลกับการลงทุนเพื่อทำโฆษณา Google Ads กลัวว่าผลลัพธ์ที่ได้จะไม่คุ้มค่ากับเงินที่ใช้ลงทุนไป จนไม่กล้าคิดที่จะเริ่มทำการตลาดอย่างจริงจัง

แต่ผมขอบอกไว้เลยว่า การทำ โฆษณา Google Ads มันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด คุณไม่จำเป็นต้องกลัวว่าจะต้องเสียเงินมากมาย เป็นหมื่น เป็นแสน ไปกับการลงทุน

เพราะมันไม่มีการกำหนดงบประมาณขั้นต่ำ!

และในบทความนี้ ผมจะทำให้คุณได้รู้ว่า เงินลงทุนเพียงน้อยนิดก็สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดีให้กับธุรกิจได้เหมือนกัน!

1. กำหนดงบประมาณเท่าที่จ่ายได้
ก่อนที่เราจะเริ่มต้นสร้างแคมเปญ ผมอยากให้คุณลองสำรวจตัวเองดูก่อนว่า คุณสามารถตั้งงบประมาณขั้นต่ำต่อวันได้มากเท่าไหร่ เอาตามที่สามารถจ่ายได้นะครับ อาจจะลองคิดเป็นเดือนก่อน แล้วหารด้วยจำนวนวันก็ได้

เช่น ผมกำหนดไว้ที่ 6,000 ต่อเดือน ก็จะตกอยู่ที่ วันละ 200 บาท

(การใช้งบประมาณ และผลลัพธ์ที่ได้ จะแตกต่างไปตามประเภทของธุรกิจ บางธุรกิจทุน 200 บาทก็อาจไม่พอนะครับ)

เมื่อคุณตั้งงบประมาณเรียบร้อยแล้ว เรามาลองให้ Google Ads ประเมินกันครับว่า งบประมาณที่คุณตั้งเอาไว้ จะได้ผลลัพธ์จากการทำโฆษณาเป็นอย่างไรบ้าง หากยังไม่พอใจคุณอาจเพิ่มงบเข้าไปอีกเพื่อให้ผลลัพธ์ดีขึ้น

วิธีประเมิน ให้คุณเปิด Keyword Planner ขึ้นมาแล้วใส่ Keyword ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ หรือเว็บไซต์ของคุณลงไป

เราก็จะได้ผลลัพธ์ที่ Google คาดการณ์มาให้ จะเห็นว่ามีคนคลิกเข้ามาที่เว็บไซต์ของเราประมาณกี่คลิกใน 1 เดือน เมื่อใช้งบ 6,000 บาท

2. ใช้ Keyword ที่เฉพาะเจาะจง
เดิมทีการทำโฆษณา Google Ads เราจะเลือก Keyword ที่ตรงกับธุรกิจ และเป็นคำที่มีจำนวนการค้นหาสูง หลายๆ คำ เพื่อดึงลูกค้าเข้าเว็บไซต์ให้มากที่สุด นั่นคือแคมเปญแบบปกติทั่วไป

แต่สำหรับแคมเปญที่ใช้งบน้อย การเลือก Keyword จะแตกต่างจากแคมเปญโฆษณาทั่วไป เพราะงบประมาณที่จำกัดนี้ การใช้ Keyword มากๆ จะทำให้เราเสียเงินไปอย่างรวดเร็ว! (ยังไม่ทันได้ขาย ค่าโฆษณาก็หมดแล้ว)

หากคุณต้องการทำโฆษณางบน้อยๆ ให้มีประสิทธิภาพ คุณต้องเลือกใช้ Keyword ที่คุ้มค่ากับธุรกิจของคุณให้มากที่สุด

การหา Keyword ให้คุณไปที่ Keyword Planner แล้วเลือก Discover new keywords

จากนั้นให้คุณใส่ Keyword ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณลงไป แล้ว GET RESULTS!

เมื่อเข้ามาคุณจะเห็น Keyword ที่ Google แนะนำมาให้ พร้อมบอกจำนวนการค้นหาเฉลี่ยในแต่ละเดือน การแข่งขัน และราคาคลิกของแต่ละ Keyword

ให้เราหา Keyword ที่มีการแข่งขันต่ำ ราคาคลิกถูก และตรงกับเป้าหมายของเรามา 1 Keyword เพราะการที่เราเลือกหลายคำ จะทำให้ผลลัพธ์ที่เราได้ น้อยลงไปด้วย

3. สร้าง Ad Group สำหรับ 1 Keyword
เมื่อคุณได้ Keyword ที่ต้องการแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการสร้าง Ad Grop สำหรับ 1 Keyword ของเรา

การใส่ Keyword ใน Ad Group นี้จะโฟกัสไปที่การใช้ Keyword เพียง 1 คำ เท่านั้น! พร้อมกำหนดรูปแบบการทำงานของ Keyword

Broad match modifier : +Keyword
Phrase match : “Keyword”
Exact match : [Keyword]

การทำ 1 Ad Group 1 Keyword จะช่วยให้คุณเขียนคำโฆษณาได้ง่ายขึ้น..

ทำไมเราต้องใส่ Keyword ลงใน Ad Text ?
คำตอบคือ เพื่อเพิ่มคะแนนคุณภาพ (Quality Score)

เพราะ Quality Score เป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่คอยกำหนดว่า โฆษณาของเราจะอยู่ในอันดับที่เท่าไหร่ และแสดงบ่อยแค่ไหน

ที่สำคัญ การทำ Quality Score ให้สูงขึ้นยังทำให้ค่าคลิกของเราถูกลงอีกด้วย!

แล้วเราจะทำให้ Quality Score สูงขึ้นได้ยังไง?
ใช้ Keyword และ Message ที่มีเกี่ยวข้องกัน ทั้งใน Ad Group,  Ad Text และ Landing Page
ปรับแต่ง Ad Text ให้มีความน่าสนใจ ตรงกลุ่มเป้าหมาย Ad Text ที่มีประสิทธิภาพจะทำให้ CTR ของคุณสูงขึ้น Quality Score ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ทำ Landing Page ให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า และโฆษณาของเรา
การใส่ Negative Keyword คัดกรองคำค้นหาที่ไม่เกี่ยวข้องกับโฆษณาของเราออกไป เช่น แคมเปญนี้ทำโฆษณาเพื่อขาย อิฐมวลเบา แต่มีคนค้นหา อิฐมอญ แล้วคลิกโฆษณาทำให้เราเสียตังไป เราจึงต้องใส่ อิฐมอญ เป็น Negative Keyword

4. ใช้การเสนอราคาแบบ ECPC (Enhanced Cost Per Click)
Google Ads นั้นจะมีรูปแบบการเสนอราคาให้เราเลือกด้วย โดยคนส่วนใหญ่ที่ห็น Maximize conversions (เน้นซื้อ เน้นติดต่อเยอะๆ) หรือ maximize clicks (เน้นจำนวนคลิกเยอะๆ) ก็จะรีบเลือก 2 อย่างนี้ทันที

ดูแล้วก็เหมือนจะเป็นตัวเลือกที่ดี เพราะงบน้อยๆ อย่างเราก็หวังที่จะได้ Conversion กันทั้งนั้น แต่!

สิ่งที่เราจะแนะนำก็คือการเสนอราคาแบบ ECPC (Enhanced Cost Per Click)

ECPC (Enhanced Cost Per Click) ดียังไง ?
ECPC เป็นวิธีการเสนอราคาที่จะปรับราคาให้สูงขึ้นเมื่อเจอกับคลิกที่มีแนวโน้มว่าจะเกิดเป็น Conversion เป็นการบริหารเงินของเราให้เหมาะสมที่สุด และจะปรับลดราคาลงเมื่อเจอคลิกที่มีโอกาสซื้อน้อย หรือเจอกับคู่แข่งที่มีทุนสูง (เลือกจ่ายอย่างฉลาด) การเสนอราคาประเภทนี้จะช่วยให้เงินของคุณไม่สูญเปล่า

ต่างกับ Maximize conversions ที่จะปรับการเสนอของเราให้สูงขึ้นตามการแข่งขัน โดยจะไม่เกินงบที่เราตั้งเอาไว้ (มีแค่ไหนก็จ่าย แต่ไม่เกินงบ)

เว็บไซต์ ppchero.com ได้ทดสอบกลยุทธ์การเสนอราคาของ Google Ads เพื่อเปรียบเทียบดูว่า การเสนอราคาแบบไหนจะทำงานได้ดีกว่ากัน

ผลลัพธ์ที่ได้คือ Maximize Click ได้จำนวนคลิกมากที่สุด และสามารถสร้าง Conversion ได้ เมื่อเปรียบเทียบกับ ECPC แม้จะได้คลิกน้อยกว่า แต่สามารถสร้าง Conversion ได้มากกว่า ด้วยงบที่ถูกว่าด้วย

เหมาะกับแคมเปญที่ใช้งบน้อยแบบเราจริงๆ แต่ก่อนที่จะใช้ ECPC ได้ เราต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพื่อให้ โฆษณา Google Ads ของเราได้เรียนรู้ และเพิ่มประสิทธิภาพให้กับแคมเปญของเราเสียก่อน

5. สร้างหน้าเพจเพื่อรองรับโฆษณาโดยเฉพาะ
สิ่งสำคัญที่จะทำให้โฆษณา สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดีได้ก็คือ Landing Page ต้องตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า

สาเหตุที่ให้การทำ โฆษณา Google Ads ไม่ได้ผลนั้น ส่วนใหญ่มาจาก Landing Page (หน้าเพจ) ที่ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่ตอบโจทย์ คลิกเข้ามาแล้วไม่เจอสิ่งที่ลูกค้าต้องการ

ผมอยากให้คุณลองมองในมุมของลูกค้าดูว่า เมื่อคุณเสิร์ชหาสินค้าบน Google แล้วคลิกเข้ามาที่เว็บไซต์.. คุณต้องการเห็นอะไร?

ต้องการเข้ามาดูสินค้าอื่นๆ หรือ ต้องการเข้ามาดูสินค้าที่คุณต้องการ พร้อมข้อมูลที่ช่วยประกอบการตัดสินใจ

ยกตัวอย่างเช่น ผมใช้ Keyword คำว่า อิฐมวลเบา

Landing Page ที่เหมาะสมกับแคมเปญนี้ไม่ใช่หน้าเพจที่มีสินค้าประเภท อิฐ มากมายมาให้ลูกค้าตัดสินใจเลือกซื้อ แต่เป็นหน้าเพจที่บอกว่า อิฐมวลเบาของเรานั้นดียังไง มีความแข็งแรง ทนทาน เหมาะกับการก่อสร้างแบบไหนบ้าง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า และทำให้เขาตัดสินใจซื้อสินค้าของเรา

โฆษณา Google Ads สามารถกระตุ้นยอดขาย และเพิ่มกำไรให้ธุรกิจได้จริง เพียงแค่เราต้องอาศัยการลงทุนบ้าง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีกลับคืนมา

น่าเสียดายที่หลายคนพลาดโอกาสดีๆ แบบนี้ไปเพราะไม่อยากเสียเงิน หรือกลัวขาดทุน

แต่บทความนี้ก็ทำให้คุณได้เห็นแล้วว่า ไม่ว่าคุณจะมีงบประมาณน้อยแค่ไหน คุณก็สามารถทำ โฆษณา Google Ads เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ดีได้ เพียงแค่..

กำหนดงบประมาณเท่าที่จ่ายไหว
เลือกใช้ Keyword ที่เฉพาะเจาะจง
สร้าง Ad Group สำหรับ 1 Keyword เท่านั้น
ใช้งานเสนอราคาแบบ ECPC
และรองรับลูกค้าด้วยหน้าเพจที่ตอบโจทย์
เท่านี้คุณก็สามารถทำ โฆษณา Google Ads ได้แล้ว ด้วยต้นทุนแค่ “นิดเดียว”


บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

โอกาส และกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ในช่วง COVID-19

ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาเป็นวิกฤตที่ไม่มีใครอยากให้เกิด และยังสงผลให้เจ้าของกิจการหลายคนเริ่มงงว่ากลยุทธ์การตลาดออนไลน์ช่วง COVID-19 นี้ควรจะเป็นอย่างไร

info@uokinsure.com

เมษายน 9, 2021

Digital Marketing Trend 2021 ในมุมมองนักการตลาดสาย Performance

ปีที่ผ่านมา ทั่วโลกได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

info@uokinsure.com

เมษายน 9, 2021

5 เทคนิค ทำ โฆษณา Google Ads ด้วยต้นทุน “นิดเดียว”

เจ้าของธุรกิจหลายท่านยังมีความกลัว และกังวลกับการลงทุนเพื่อทำโฆษณา Google Ads กลัวว่าผลลัพธ์ที่ได้จะไม่คุ้มค่ากับเงินที่ใช้ลงทุนไป

info@uokinsure.com

เมษายน 9, 2021

วิธีเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ

จริง ๆ ศัพท์นี้อาจดูเหมือนเข้าใจยากไปแต่ถ้าลองแปลความหมายตามรายละเอียดจะพอเดาได้ไม่ยากอย่างที่คิด

info@uokinsure.com

เมษายน 9, 2021

ซ่อมห้าง VS ซ่อมอู่ เป็นอย่างไร ควรเลือกซ่อมแบบไหนดี?

ระหว่าง “ซ่อมห้าง” หรือ “ซ่อมอู่” 2 อย่างนี้แตกต่างกันอย่างไร และควรเลือกแบบไหน บทความนี้จะชี้แจงให้ได้ทราบ

info@uokinsure.com

เมษายน 9, 2021
วิธีเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ

เชื่อว่าหลายคนอาจยังไม่เข้าใจถึง ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ จริง ๆ ศัพท์นี้อาจดูเหมือนเข้าใจยากไปแต่ถ้าลองแปลความหมายตามรายละเอียดจะพอเดาได้ไม่ยากอย่างที่คิด อธิบายแบบเข้าใจง่าย ๆ ก็คือ ผู้ขับขี่ที่รถเกิดอุบัติเหตุโดยเป็นฝ่ายถูก ไม่สามารถใช้งานรถของตนเองได้ ตรงนี้ทำให้พวกเขาเสียประโยชน์ไป เช่น จากเดิมควรได้ขับรถออกไปทำงานสบาย ๆ กลายเป็นต้องใช้บริการขนส่งสาธารณะแทน นั่นทำให้เสียเงิน เสียเวลามากกว่า

ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ สิ่งที่คนขับรถทุกคนต้องรู้
เคยสังเกตหรือไม่ เวลาที่เกิดอุบัติเหตุขึ้น สมมุติกรณีเราเป็นฝ่ายถูก เมื่อประกันของอีกฝ่ายมาถึงพวกเขาจะตรวจเช็คสภาพนั่นนี่ต่าง ๆ จากนั้นก็เซ็นเอกสารทำตามขั้นตอน หากรถเสียหายก็ต้องนำไปซ่อมแซม ซึ่งระหว่างการซ่อมนี่เองที่คุณไม่สามารถใช้งานรถของตนเองตามปกติได้ ตรงนี้ประกันฝ่ายคู่กรณีจะไม่มีใครพูดถึง ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ เลย เพราะพวกเขาต้องเสียเงินเพิ่ม แต่มันคือสิ่งที่ทุก ๆ คนต้องรู้ เนื่องจากเป็นสิทธิ์พึงได้ของตนเอง

ดังนั้น ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ จึงเป็นเสมือนเงินสินไหมอีกประเภทหนึ่งที่ฝ่ายถูกต้องได้รับจากฝ่ายผิด ในช่วงเวลาที่คุณไม่สามารถใช้งานรถตนเองได้เนื่องจากกำลังเข้าสู่กระบวนการซ่อมแซม ทำให้เสียเวลาต้องใช้บริการขนส่งสาธารณะ จ่ายเงินเยอะกว่า (ดังที่กล่าวเอาไว้ตอนต้น) ทั้งหมดนี้จึงสามารถเรียกร้องเพื่อเอาค่าชดเชยดังกล่าวได้นั่นเอง

วิธีเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ทำอย่างไรบ้าง
ติดต่อบริษัทคู่กรณี (ฝ่ายผิด) จากนั้นให้ยืนยันคำเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ในช่วงเวลาที่รถของคุณกำลังซ่อมอยู่
เมื่อบริษัทคู่กรณีแจ้งเอกสารที่ต้องการมาก็ให้คุณนำเอกสารต่าง ๆ ส่งไปยังบริษัทของเขาโดยแยกคร่าว ๆ ได้ดังนี้ใบเสนอรายการด้านความเสียหายของรถยนต์ที่เกิดอุบัติเหตุ
ใบรับรองความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทรัพย์สิน (ใบเคลม)
สำเนาเล่มทะเบียนรถยนต์
สำเนาตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์
สำเนาใบอนุญาตขับขี่รถยนต์
หนังสือส่งมอบรถเมื่อเสร็จ / ใบรับรถ
รูปถ่ายในขณะที่รถกำลังถูกซ่อม
หนังสือเรียกร้องเกี่ยวกับสินไหม ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ
สำเนาหน้าสมุดบัญชีธนาคาร
เจ้าหน้าที่บริษัทฝ่ายคู่กรณีจะทำการตรวจสอบ เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยก็มีการติดต่อกลับมา (อาจขอต่อรองเกี่ยวกับค่าขาดประโยชน์ว่าคุณใช้จ่ายวันละเท่าไหร่ ต้องการเท่าไหร่ต่อวัน เป็นต้น)
หลังการตกลงต่าง ๆ จบลงใช้เวลาราว 7 วัน ก็จะได้ ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ
ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ได้เท่าไหร่?
คปภ. มีการกำหนด ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ ระบุเอาไว้ชัดเจน ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภทได้แก่

รถยนต์ส่วนบุคคลแบบไม่เกิน 7 ที่นั่ง ไม่ต่ำกว่า 500 บาท / วัน
รถยนต์รับจ้างสาธารณะแบบไม่เกิน 7 ที่นั่ง ไม่ต่ำกว่า 700 บาท / วัน
รถยนต์ทุกประเภทแบบเกิน 7 ที่นั่ง ไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท / วัน
เมื่อเข้าใจแบบนี้แล้วหากรถคุณเกิดอุบัติเหตุโดยตนเองเป็นฝ่ายถูกก็อย่าลืมเรียกร้องสิทธิ์ของตนเองด้วย และหากใครกำลังต้องการเปรียบเทียบประกันภัยรถยนต์ สอบถามข้อมูล รายละเอียด รวมถึงประกันประเภทอื่น ๆ สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.uokinsure.com/


บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

โอกาส และกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ในช่วง COVID-19

ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาเป็นวิกฤตที่ไม่มีใครอยากให้เกิด และยังสงผลให้เจ้าของกิจการหลายคนเริ่มงงว่ากลยุทธ์การตลาดออนไลน์ช่วง COVID-19 นี้ควรจะเป็นอย่างไร

info@uokinsure.com

เมษายน 9, 2021

Digital Marketing Trend 2021 ในมุมมองนักการตลาดสาย Performance

ปีที่ผ่านมา ทั่วโลกได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

info@uokinsure.com

เมษายน 9, 2021

5 เทคนิค ทำ โฆษณา Google Ads ด้วยต้นทุน “นิดเดียว”

เจ้าของธุรกิจหลายท่านยังมีความกลัว และกังวลกับการลงทุนเพื่อทำโฆษณา Google Ads กลัวว่าผลลัพธ์ที่ได้จะไม่คุ้มค่ากับเงินที่ใช้ลงทุนไป

info@uokinsure.com

เมษายน 9, 2021

วิธีเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ

จริง ๆ ศัพท์นี้อาจดูเหมือนเข้าใจยากไปแต่ถ้าลองแปลความหมายตามรายละเอียดจะพอเดาได้ไม่ยากอย่างที่คิด

info@uokinsure.com

เมษายน 9, 2021

ซ่อมห้าง VS ซ่อมอู่ เป็นอย่างไร ควรเลือกซ่อมแบบไหนดี?

ระหว่าง “ซ่อมห้าง” หรือ “ซ่อมอู่” 2 อย่างนี้แตกต่างกันอย่างไร และควรเลือกแบบไหน บทความนี้จะชี้แจงให้ได้ทราบ

info@uokinsure.com

เมษายน 9, 2021
ซ่อมห้าง VS ซ่อมอู่ เป็นอย่างไร ควรเลือกซ่อมแบบไหนดี?

ซ่อมห้าง VS ซ่อมอู่ เป็นอย่างไร ควรเลือกซ่อมแบบไหนดี?

ผู้ที่ทำประกันชั้น 1 หากมีตัวเลือกว่าอยากจะนำรถเข้าซ่อมที่ไหน เมื่อต้องการเคลมประกันรถยนต์ ระหว่าง “ซ่อมห้าง” หรือ “ซ่อมอู่” หลายคนย่อมมีข้อสงสัยว่าทั้ง 2 อย่างนี้แตกต่างกันอย่างไร และควรเลือกแบบไหน บทความนี้จะชี้แจงให้ได้ทราบ

ซ่อมห้าง
ซ่อมห้าง หรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า “ซ่อมศูนย์” คือการนำรถเข้าซ่อมกับศูนย์บริการรถยนต์ยี่ห้อนั้นๆ สาเหตุที่เรียกว่า “ซ่อมห้าง” เพราะคำดังกล่าวย่อมาจากคำว่า “ห้างหุ้นส่วนจำกัด” โดยศูนย์บริการรถยนต์ทั่วไปมักจดทะเบียนในรูปแบบห้างหุ้นส่วนจำกัด จึงเรียกกันโดยย่อสั้นๆ ว่า “ซ่อมห้าง” ในขณะที่อู่รถยนต์จะจดทะเบียนในรูปแบบนิติบุคคล

ข้อดีจากการซ่อมห้าง
หากเป็นรถรุ่นใหม่ การซ่อมห้างจะมีอะไหล่ใหม่ๆ รองรับมากกว่า ขณะที่การนำรถเข้าซ่อมอู่อาจหาอะไหล่ไม่ได้หรือหาได้ยาก นอกจากต้องสั่งซึ่งจะทำให้เสียเวลาในการซ่อมยาวนานขึ้น
อะไหล่มักเป็นของแท้ เจ้าของรถจึงค่อนข้างอุ่นใจ และมั่นใจในสินค้าคุณภาพที่ได้รับ เพราะอะไหล่จะต้องสั่งตรงจากโรงงานรถยนต์ยี่ห้อนั้นๆ โดยตรง
หากรถมีปัญหาเฉพาะภายในเครื่องยนต์ การซ่อมห้างจะค่อนข้างเชื่อใจได้ค่อนข้างมาก เพราะจะมีช่างผู้เชี่ยวชาญประจำการอยู่
งานที่ออกมามักได้มาตรฐาน
ข้อเสียจากการซ่อมห้าง
ราคาแพงกว่าการซ่อมอู่ และหากต้องการเลือกซ่อมอู่ เมื่อเอาเข้าจริงแล้ว หากต้องการซ่อมห้างจะต้องจ่ายค่าเสียส่วนต่างเพิ่มขึ้น
ใช้ระยะเวลาในการรอคิวค่อนข้างนาน และการซ่อมก็ยังใช้เวลานาน
บางจังหวัดหรือบางสถานที่จะไม่มีศูนย์บริหาร ซึ่งอาจมีปัญหาที่ลูกค้าจะเข้าถึงได้ยาก


ซ่อมอู่
การซ่อมอู่จะแยกได้เป็น 2 ประเภทคือ อู่นอกเครือบริษัทประกันรถ โดยอาจเป็นอู่ใกล้บ้านที่รู้จักคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว และอู่ในเครือของบริษัทประกันรถ ซึ่งเป็นอู่ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจากบริษัทประกันแล้วเป็นอย่างดี สำหรับความแตกต่างระหว่างอู่ซ่อมในเครือฯ กับอู่ซ่อมนอกเครือคือ การสำรองเงินจ่ายเมื่อนำรถเข้าไปซ่อม หากนำรถเข้าซ่อมที่อู่นอกเครือฯ ลูกค้าจะต้องสำรองจ่ายไปเองก่อน จากนั้นจึงสามารถนำใบเสร็จไปเคลมกับทางบริษัทประกันภายหลัง ขณะที่การนำรถเข้าซ่อมกับอู่ในเครือฯ ลูกค้าไม่จำเป็นต้องสำรองเงินจ่ายในส่วนดังกล่าว

การซ่อมอู่ แบ่งได้ 2 ประเภท คือ
อู่ซ่อมในเครือบริษัทประกัน คืออู่ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจากบริษัทประกันที่ลูกค้าทำไว้ เมื่อนำรถไปซ่อมหรือไปเคลมก็สามารถนำรถเข้าซ่อมได้เลย และเมื่อซ่อมเสร็จแล้วก็สามารถนำรถออกมาได้เลยทันที โดยที่ไม่จำเป็นต้องสำรองเงินจ่ายเองก่อนหรือเสียเงินใดๆ เพิ่มเติม (กรณีที่ไม่ได้ซ่อมในส่วนนอกเหนือจากที่ได้ตกลงกับบริษัทประกันไว้)
อู่นอกเครือบริษัทประกัน คืออู่ที่ไม่ได้อยู่ในส่วนของการรับรองจากบริษัทประกันที่ลูกค้าทำไว้ โดยอาจจะเป็นอู่ซ่อมรถใกล้บ้านหรืออู่ที่ลูกค้ารู้จักคุ้นเคยกัน หรือเป็นอู่ที่ได้รับคำแนะนำว่าซ่อมดี รวดเร็ว ฯลฯ ซึ่งอู่ลักษณะนี้ ลูกค้าจะต้องสำรองเงินจ่ายไปเองก่อน จากนั้นจึงนำเอาใบเสร็จไปเบิกกับทางบริษัทประกันรถในภายหลังต่อไป
ข้อดีจากการซ่อมอู่
โดยส่วนใหญ่แล้ว หลายคนมักเลือกใช้บริการซ่อมอู่ใกล้บ้าน เพราะรู้จักกันหรือจากการแนะนำของคนรู้จัก จึงค่อนข้างคุยง่าย หาง่ายและให้บริการดี
เบี้ยประกันรถยนต์จะราคาถูกกว่าการซ่อมศูนย์อย่างมาก
มีตัวเลือกให้ลูกค้าได้เลือกเยอะ
ไม่ต้องเสียเวลารอนานเหมือนการนำรถซ่อมห้าง เพราะการซ่อมอู่บางครั้งรอเพียง 1-2 วันก็ได้ใช้รถแล้ว
ข้อเสียจากการซ่อมอู่
กรณีซ่อมรถเสร็จแล้วเกิดปัญหา ซ่อมอู่อาจจะไม่รับผิดชอบเพื่อแก้ไขให้
มีความเสี่ยงถูกโกงในเรื่องอะไหล่ การนำของปลอมมาใช้ ใช้ของถูก คุณภาพต่ำ
หากเลือกร้านซ่อมดีซึ่งมีคนแนะนำมาก็อาจได้งานเนี้ยบ แต่หากเลือกร้านไม่ดี งานซ่อมออกมาก็อาจจะไม่ดีเช่นกัน
ซ่อมอู่หรือซ่อมห้าง ควรเลือกแบบไหนดี?
การพิจารณาเลือกระหว่างซ่อมอู่หรือซ่อมห้างนั้น ควรพิจารณาเลือกไปตามคุณสมบัติ ความน่าเชื่อถือและค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมถึงไลฟ์สไตล์ของการใช้รถ ตลอดจนความสะดวกในการเดินทางไปยังศูนย์บริการหรืออู่ซ่อมนั้นๆ เพราะอย่างไรก็ตาม ไม่ว่าซ่อมห้างหรือซ่อมอู่ต่างล้วนก็มีข้อดี-ข้อเสียที่แตกต่างกันไป และแม้ว่าผู้คนส่วนใหญ่จะให้ความนิยมในการซ่อมห้าง เพราะเชื่อว่าเป็นทางเลือกในการนำรถเข้าซ่อมที่ดีกว่า

คำว่า “ซ่อม” ในแง่ของประกัน
โดยปกติแล้ว ทางศูนย์บริการจะให้บริการด้วยกันหลายอย่าง เช่น การตรวจเช็คระยะไมล์ตามที่กำหนด โดยหากยังอยู่ในช่วงของการรับประกันก็อาจไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ การเปลี่ยนอะไหล่บางอย่างเช่น การเปลี่ยนผ้าเบรก โช็คอัพ ฯลฯ ซึ่งมักเกิดขึ้นจากการใช้งานหรือความเสื่อมสภาพของอายุรถ หากเป็นเรื่องดังกล่าวนี้จะไม่มีความเกี่ยวข้องกับในส่วนของประกัน เจ้าของรถจะต้องจ่ายเงินด้วยตนเอง อย่างไรก็ตาม ศูนย์ทั่วไปที่เป็นโชว์รูมรถส่วนใหญ่ก็จะสามารถให้บริการเรื่องดังกล่าวนี้ได้ แต่หากเป็นในส่วนที่บริษัทประกันจะต้องรับผิดชอบนั้น ต้องมีเหตุเสียหายซึ่งเกิดจากอุบัติเหตุก่อนเท่านั้น

หากลูกค้าได้รับใบเคลมจากบริษัทประกันก็สามารถเข้ารับการซ่อมได้ แต่รถจะต้องประกันซึ่งเป็นแบบเบี้ยซ่อมห้าง จึงจะสามารถเข้าซ่อมศูนย์ได้ และการซ่อมใหญ่ก็จะต้องเป็นการซ่อมในส่วนของตัวถัง ซ่อมสีหรือการซ่อมเครื่องยนต์กรณีที่มีการชนมาอย่างหนัก อีกทั้งยังไม่ใช่กับทุกโชว์รูมที่จะสามารถซ่อมความเสียหายเหล่านี้ได้ เพราะส่วนใหญ่จะต้องเป็นศูนย์ใหญ่ๆ เท่านั้น เนื่องจากจะต้องอาศัยพื้นที่มาก โดยต้องมีห้องสำหรับการพ่นสี อบสี 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ประกันภัยราคาสมาชิก

ซ่อมห้าง VS ซ่อมอู่ เป็นอย่างไร ควรเลือกซ่อมแบบไหนดี?

บทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ

Message us